ข่าวประชาสัมพันธ์หน้าเว็ป
คิดจะซื้อซอฟต์แวร์ คิดถึงไรท์ซอฟต์

พฤหัสบดี ที่ 11 เดือน ตุลาคม พ.ศ.2550


เนื่องจากในปัจจุบันซอฟต์แวร์ต่าง ๆ มีมาให้เลือกใช้อย่างมากมาย แต่เนื่องจากว่ามีราคาที่ค่อนข้างสูง หากเราต้องการที่จะได้มาใช้งานจริง ๆ นั้นจะต้องพิจารณาถึงรายละเอียดต่าง ๆ ด้วยว่าเหมาะสมกับลักษณะงานหรือไม่ เช่น บางโปรแกรมมีการออกแบบมาให้ใช้งานหลายส่วน ซึ่งหากนำมาใช้ในธุรกิจของคุณแล้วค่อนข้างที่จะมากเกินความจำเป็นก็ไม่น่า ใช้งาน หรือ ขาดการทำงานที่มีประสิทธิภาพ ขาดทีมงานบริการหลังการขาย คือ ขายแล้วขายเลย ไม่มาดูดำดูดีกันอีก อย่างนี้ถึงถูกแค่ไหนก็ไม่น่าซื้อมาใช้งาน ดังนั้นก่อนที่จะเลือกใช้ซอฟต์แวร์ตัวใด ก็ขอให้พิจารณาถึงหลักการคร่าว ๆ เป็นเบื้องต้นดังต่อไปนี้

ข้อ 1 มีซอฟต์แวร์ทดลองใช้งานหรือไม่
ค่อน ข้างถือเป็นอันดับแรกในการเลือกซอฟต์แวร์เพื่อใช้งานกับธุรกิจของคุณ เนื่องจากการได้ทดลองใช้งานถือเป็นทางเลือกในการทดสอบและทดลองซอฟต์แวร์ว่า เหมาะกับธุรกิจหรือไม่ อีกประการคือถือเป็นการตรวจสอบซอฟต์แวร์ของผู้ผลิตด้วยว่าใช้งานได้จริงตาม ที่โฆษณาไว้หรือไม่ ถ้าหากดีจริงก็ค่อยซื้อมาใช้งาน ไม่ควรอย่างยิ่งที่จะซื้อโปรแกรมทันทีหลังจากที่ดูจากการสาธิตเพราะการสาธิต นั้นจะยกเอาเฉพาะข้อดีของโปรแกรมมาให้ และค่อนข้างเป็นการทำงานที่หลอกตาเนื่องจากยังไม่มีการป้อนข้อมูลจริงลงไป บางบริษัทอาจบอกว่าไม่มีนโยบายเพราะกลัวลูกค้าใช้งานไม่เป็นก็ให้บอกปัดไป ได้เลย แหม ถ้าเราเอามาลองใช้เองไม่เป็นแล้วจะเอามาให้ทำไม อย่างน้อยที่สุดในแต่ละโปรแกรมจะต้องมีรายการช่วยเหลืออธิบายถึงวิธีการใช้ งานเพื่อให้ผู้ใช้สามารถใช้งานได้อย่างถูกต้อง และถ้าหากซอฟต์แวร์ของบริษัทใดที่ไม่มีให้ทดลองใช้งานก็อาจต้องระแวงไว้ก่อน ว่า ซอฟต์แวร์นั้นค่อนข้างมีปัญหาในบางจุดหรือที่เรียกว่า Bug นั่นเอง

ข้อ 2 พิจารณาถึงประวัติของบริษัทในด้านการพัฒนาซอฟต์แวร์
สำหรับ การพิจารณาในจุดนี้ก็เพื่อที่จะเป็นการการันตีว่า เมื่อเราซื้อสินค้าของบริษัทนี้แล้วจะได้รับการพัฒนาซอฟต์แวร์ให้มีความ สามารถใหม่ ๆ ทันยุคของโลกปัจจุบันเสมอ เนื่องจากทุกวันนี้เทคโนโลยีด้านคอมพิวเตอร์มีการเปลี่ยนแปลงรวดเร็วมาก ไม่ถึง 5 ปีก็จะต้องมีการอัพเดทซอฟต์แวร์ แต่หากขาดบริษัทที่มีความสามารถในการพัฒนาซอฟต์แวร์แล้ว เราก็จะต้องสิ้นเปลืองงบประมาณในการจัดซื้อซอฟต์แวร์ตัวใหม่มาใช้งานอีก
ข้อ 3 พิจารณาถึงระบบปฏิบัติการที่ใช้งานร่วม
โดย ส่วนใหญ่เรามักทำงานบนเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีระบบปฏิบัติการเป็น Windows หากซอฟต์แวร์ตัวใดที่มีการทำงานบนระบบดอส ซึ่งถือว่าล้าหลังมากก็ไม่ควรที่จะซื้อหามาใช้งานเพราะไม่รองรับกับ เทคโนโลยีที่จะมีมาในอนาคตนั่นเอง โดยเล่ห์เหลี่ยมของผู้ขายซอฟต์แวร์มักจะบอกว่าใช้ได้ทั้งดอสและ Windows แต่ปรากฏว่าเมื่อใช้งานจริงใช้ได้เฉพาะระบบดอสข้อนี้จึงควรระวังก่อนการ เลือกใช้

ข้อ 4 พิจารณาถึงบริการหลังการขาย
การ พิจารณาบริการหลังการขาย ถือเป็นจุดสำคัญในการเลือกซอฟต์แวร์เป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากการทำงานบางอย่างของระบบอาจเกิดข้อผิดพลาดเมื่อใช้งานนานวันเข้า สำหรับการทดสอบในจุดนี้ก็ทำได้ไม่ยาก ก่อนอื่นควรที่จะดูบริการก่อนการซื้อก่อนว่ามีการให้คำปรึกษาเป็นอย่างไร โทรเข้าไปสอบถาม หรือเข้าไปที่บริษัทแล้วได้รับการต้อนรับอย่างไร โดยเฉพาะในช่วงของการทดลองใช้โปรแกรมหากขอรับความรู้หรือขอทราบการแก้ไข ปัญหาแล้วได้รับการแก้ไขหรือตอบรับที่ดีก็ถือเป็นอีกหนึ่งจุดที่ชี้วัดต่อ การเลือกใช้ซอฟต์แวร์ของบริษัทนั้น ๆ

ข้อ 5 คำนึงถึงประโยชน์ใช้สอย
โดย ส่วนใหญ่ซอฟต์แวร์ที่เขียนขึ้นมาในปัจจุบันจะเขียนในลักษณะที่ค่อนข้างครอบ คลุมหลายธุรกิจให้สามารถนำไปประยุกต์ให้เข้ากับการทำงานในแต่ละส่วนแต่ละ กิจการ เราจึงควรศึกษาถึงส่วนประกอบต่าง ๆ ว่าในหน่วยงานมีการใช้งานหรือไม่ ส่วนใดที่สามารถปรับเปลี่ยนแก้ไขได้หรือไม่ได้จะได้เป็นการลดส่วนที่ไม่จำ เป็นออกไปและค่อนข้างประหยัดงบประมาณลงไปอีก นอกจากนี้การพิจารณาเลือกหน้าจอของซอฟต์แวร์ก็เป็นอีกจุดหนึ่งที่ต้อง พิจารณาร่วมด้วย เนื่องจากหน้าจอที่มีสีสันฉูดฉาดบาดตา อาจดูสวยงามในช่วงแรก แต่เมื่อมีการใช้งานนานไป ก็อาจทำให้เกิดความลำบากต่อการมองหรือทำงานได้


ปัจจุบัน ซอฟต์แวร์ค่อนข้างได้รับความนิยมจากผู้ประกอบการต่าง ๆ ซึ่งมีค่อนข้างหลายบริษัทที่ให้บริการในจุดนี้ เราสามารถที่จะแบ่งประเภทของซอฟต์แวร์ที่ใช้งานออกได้เป็น 3 ประเภทดังนี้

1. ซอฟต์แวร์ที่พัฒนาขึ้นมาใช้งานเอง
เป็น ซอฟต์แวร์ที่ทางบริษัทได้จ้างโปรแกรมเมอร์หรือบริษัทเข้ามารับผิดชอบกับการ เขียนโปรแกรมขึ้นมาเพื่อใช้งานเฉพาะบริษัทเอง ซึ่งก็มีทั้งข้อดีและข้อเสียแยกเป็นดังนี้

ข้อดี
- ซอฟต์แวร์ที่เขียนขึ้นมาตรงกับความต้องการของผู้ใช้งาน เนื่องจากได้มีการศึกษาถึงระบบการทำงานต่าง ๆ อย่างละเอียด
- มีความยึดหยุ่นสูงในการทำงาน สามารถปรับเปลี่ยนได้เพื่อให้เหมาะสมกับระบบปัจจุบัน
ข้อเสีย
- ผู้ประกอบการต้องลงทุนในด้านค่าใช้จ่ายสูงเพื่อจ้างทีมวิศวกรหรือโปรแกรมเมอร์ในการวิเคราะห์ระบบและเขียนโปรแกรม
- ค่อนข้างใช้เวลาในการจัดทำและพัฒนาซอฟต์แวร์นาน เพื่อให้ได้ตรงตามความต้องการและสามารถประสานข้อมูลในส่วนต่าง ๆ ให้เข้ากันได้ ซึ่งต้องอาศัยการทดสอบจริงและใช้ระยะเวลานาน
- ความเสียหายจากการพัฒนาไม่สำเร็จค่อนข้างสูงหากมีการปรับเปลี่ยนโปรแกรมเมอร์หรือทีมงาน

2. ซอฟต์แวร์สำเร็จรูป (Package)
ซอฟต์แวร์ สำเร็จรูป เป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการหลีกเลี่ยงปัญหาต่าง ๆ ของการจัดทำซอฟต์แวร์ขึ้นมาใช้งานเอง เนื่องจากมีให้เลือกหลากหลายบริษัทแต่ก็มีทั้งข้อดีและข้อเสียดังนี้

ข้อดี
- สะดวกต่อการเลือกซื้อเนื่องจากมีหลายซอฟต์แวร์ในตลาดที่ผลิตออกมาแข่งขันกัน
- สามารถใช้งานได้ทันทีเมื่อการติดตั้งสำเร็จ
- ประหยัดงบประมาณ เนื่องจากมีราคาค่อนข้างถูกกว่าการพัฒนาซอฟต์แวร์เอง
ข้อเสีย
- ต้องทำการศึกษาซอฟต์แวร์ให้เข้าใจถึงหลักการใช้งาน
- บางส่วนของการทำงานไม่สามารถใช้งานได้เนื่องจากไม่ตรงความต้องการ
- ไม่มีบริการหลังการขาย

3. ซอฟต์แวร์ที่เป็นกึ่งสำเร็จรูป (Package)
ซอฟต์แวร์ กึ่งสำเร็จรูปเป็นอีกหนึ่งทางเลือกหากผู้ประกอบการต้องการใช้งานซอฟต์แวร์ ที่สามารถปรับเปลี่ยนรายละเอียดให้เข้ากับงานได้ โดยส่วนใหญ่ซอฟต์แวร์ประเภทนี้จะสร้างงานที่เป็นพื้นฐานมาให้แล้วผู้ประกอบ การสามารถที่จะนำมาปรับเปลี่ยนในรายละเอียด หรือข้อมูลให้เข้ากับกิจการหรือการทำงานแต่ละส่วนได้ ปัจจุบันซอฟต์แวร์ส่วนใหญ่จะสร้างออกมาในรูปแบบนี้และหากมีบริการที่ดีก็จะ มีทีมงานเข้ามาช่วยเหลือ ในด้านการให้คำแนะนำหากเกิดปัญหาในการใช้งาน ซึ่งไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายที่สูงมากนัก


สำหรับ ผู้ประกอบการที่เคยมีประสบการณ์ในการใช้งานซอฟต์แวร์มาแล้วคงพอจะทราบว่า ปัญหาต่าง ๆ ที่ตามมาเมื่อเลือกซอฟต์แวร์ที่ไม่ตรงกับงาน หรือไม่มีประสิทธิภาพเพียงเพราะเห็นว่าซอฟต์แวร์นั้น ๆ มีราคาถูกและน่าจะศึกษาการใช้งานได้เอง ก่อเกิดผลเสียอย่างไรบ้างต่อกิจการ เช่น

  • เกิดความล่าช้าและขาดประสิทธิผลต่อการทำงานในระบบต่าง ๆ โดยเฉพาะในฝ่ายขายและบัญชีซึ่งต้องการความฉับไว และความมีประสิทธิผล
  • ขาด โอกาสในการดำเนินธุรกิจ เนื่องจากขาดข้อมูลที่จะช่วยในการตัดสินใจ ซึ่งซอฟต์แวร์ที่ดีโดยส่วนใหญ่จะทำการวิเคราะห์ข้อมูลในด้านนี้ให้
  • เพิ่มภาระในการจัดงบประมาณเพื่อการบำรุงรักษาซอฟต์แวร์ หรือต้องตั้งงบประมาณเพื่อซื้อซอฟต์แวร์ตัว ใหม่เข้ามาใช้ในกิจการ
  • ขาดความก้าวหน้าต่อการพัฒนาระบบ เนื่องจากต้องทนใช้ซอฟต์แวร์เดิม ซึ่งไม่รองรับเทคโนโลยีใหม่ ๆ
  • เสียเวลาในการเลือกซื้อซอฟต์แวร์ตัวใหม่ เนื่องจากต้องมีการคิดพิจารณาถึงข้อดีข้อเสียและความเข้ากันได้กับระบบเดิม
  • กิจการหรือองค์กรขาดความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจเพราะขาดเทคโนโลยีที่มีคุณภาพ

ผล เสียต่าง ๆ เหล่านี้ถือเป็นผลเสียที่ผู้ประกอบการจะต้องชั่งใจให้ดีก่อนที่จะตัดสินใจ ซื้อซอฟต์แวร์เข้ามาใช้ในงานหรือกิจการ เพราะค่อนข้างเป็นภาระที่หนักหากต้องซื้อซอฟต์แวร์มาแล้วไม่สามารถใช้งานให้ เกิดประโยชน์ต่อกิจการหรือองค์กรได้


เข้าชม : 153760


ข่าวประชาสัมพันธ์หน้าเว็ป 5 อันดับล่าสุด

      เทคโนโลยี Power over Ethernet 8 / มี.ค. / 2555
      โปรแกรมบริหารลานจอดรถ Rightsoft Carpark System 18 / ต.ค. / 2552
      ทำความรู้จักกับ Mode ต่างๆของ Access Point กันดีกว่า 4 / ส.ค. / 2552
      ระบบบาร์โค้ดในงานอุตสาหกรรมการผลิต 9 / มิ.ย. / 2552
      คิดจะซื้อซอฟต์แวร์ คิดถึงไรท์ซอฟต์ 11 / ต.ค. / 2550