ข่าวทั่วไป
6 ความเชื่อที่คนไอทีเข้าใจผิด

พฤหัสบดี ที่ 25 เดือน มิถุนายน พ.ศ.2552


จากการใช้งานคอมพิวเตอร์มาก็เยอะ มีคนถามนู้นนี่ก็แยะ รู้บ้าง ไม่รู้บ้าง วันนี้ก็เลยเอาความคิด 6 ข้อ ที่คนไอทีคิดว่าถูกมาเผยแพร่และตีแผ่ ว่า!!! มันถูกอย่างที่คิดหรือไม่ ผิดอย่างไร ไปดูกัน

1.ซื้อมือถือมาใหม่ ต้องชาร์จแบตฯ ค้างใว้ 8-12 ชั่วโมง

               อันนี้เป็นความเชี่อระดับตำนานเลยทีเดียว แต่ที่จริงคำแนะนำนี้เป็นคำแนะนำที่ถูกต้องเลยทีเดียว เพียงแต่ใช้ไม่ได้แล้วกับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในรุ่นใหม่ๆ ที่เป็นแบตเตอรี่ แบบ "ลิเธียม (Lithium)" เท่านั้นเอง เพราะในสมัยก่อนนั้น อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ส่วนใหญ่จะใช้แบตเตอรี่ แบบ "นิเกิล" ซึ่งในการใช้งานจำเป็นต้องชาร์จทิ้งใว้เป็นเวลานานตั้งแต่ 8-12 ชั่วโมงเพื่อเป็นการกระตุ้นเซลล์นิเกิล โดยการใช้งานแบตเตอรี่แบบ ลิเธียม จริงๆเอาแค่เต็มก็พอแล้วครับ และยังไม่ต้องรอให้แบตเตอรี่หมดด้วย แต่สามารถเติมได้ทันทีตามแต่สะดวก
แต่มีข้อแนะนำเล็กน้อยตรงที่ไม่ควรเก็บใว้ในที่อุณหภูมิสูงจนเกินไป เพราะได้มีข้อมูลการวิจัยิกมาแล้วว่า การเก็บรักษาแบตเตอรี่ในที่อุณหภูมิต่ำจะยืดอายุการใช้งานของแบตเตอรี่ ให้ใช้ได้ยาวนานกว่าการเก็บรักษาในอุณหภูมิสูง ส่วนการใช้งานแบตเตอรี่แบบลิเธียมนั้นโดยปกติจะคิดเป็นรอบการชาร์จ 1 รอบเป็น 100% บางคนยังสับสนอยู่
               อธิบายด้วยการยกตัวอย่างจะง่ายที่สุด คือ ถ้าวันหนึ่งคุณได้ซื้อมือถือมาใหม่ แล้วทำการชาร์จจนเต็ม และเพิ่งใช้เป็นครั้งแรก ด้วยภาวะที่เห่อของใหม่คุณใช้แบตเตอรี่ไป 70% ของแบตเตอรี่ทั้งหมด วันที่ 2 คุณเห่อน้อยหน่อยใช้แบตเตอรี่ไป 20% และก็ทำการชาร์จใหม่จะเต็ม และในครั้งที่ 3 คุณใช้ไปอีก 70% แสดงว่าคุณได้ใช้แบตเตอรี่ไปแล้ว 1 รอบการใช้งาน โดยคิดได้จาก วันแรกใช้ไป 70% + วันที่สองอีก 20% + วันที่สามอีก 70% = 160% แสดงว่าคุณใช้ไปแล้ว 1 รอบการใช้งาน และเหลือพลังงานอีก 60% เพื่อเอาไปทบกับการชาร์จในรอบการใช้งานที่สอง
โดยปกติแบตเตอรี่แบบ ลิเธียม จะมีรอบการใช้งาน หรือที่เรียกกันว่า Charge Cycle อยู่ที่ประมาณ 250-350 รอบการชาร์จ และมีคำแนะนำมาจากผู้ผลิตว่าไม่ควรปล่อยให้แบตเตอรี่ต่ำกว่า 40% บ่อยๆเพราะจะเป็นการทำให้อายุการใช้งานแบตเตอรี่นั้นต่ำลง นี่เลยเป็นเหตุผลที่ไม่จำเป็นต้องใช้แบตเตอรี่รุ่นใหม่ให้หมดแล้วค่อยชาร์จ (ดูผลการจิวัยได้จากผลการทดลอง)




2.DVD-R ทำ Multi-Session ไม่ได้

            อันนี้ต้องบอกก่อนเลยว่าเป็นความคิดที่ผิดจริงๆที่คิดว่าการทำ Multi-Session ทำได้เฉพาะ DVD+R เท่านั้น เพราะจริงๆแล้วแผ่น DVD-R นั้นสามารถทำ Multi-Sessionได้
           *Multi-Session หมายถึงการไรท์ข้อมูลแบบเต็มแผ่น และไม่มีการปิดแผ่น เพื่อที่จะได้ไรท์ข้อมูลลงบนพื้นที่ว่างบน DVD ได้
เพื่อแต่ว่าการทำ Multi-Session ไม่เป็นที่นิยมทำกับ DVD-R เท่านั้นเองเพราะ การทำ Multi-Session ใน DVD-R จะเสียพื้นที่ในการทำ Session ไปประมาณ 32-96MB/การทำ1ครั้ง ยิ่งทำหลายรอบยิ่งเสียพื้นที่เยอะ แต่ถ้าเป็น DVD+R จะเสียพื้นที่ในการสร้าง Session ไปประมาณ 2MB เท่านั้นเอง

3.ความเชื่อผิดๆเกี่ยวกับความจุของอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล

          อันนี้ผมเคยเห็นมานักต่อนักแล้ว แบบว่าซื้อฮาร์ดดิสก์มาใหม่ 500GB พอเอามาเสียบใช้งานกลับเห็นพื้นที่ใช้งานเพียบแค่ 465GB เท่านั้น ถึงกับโวยว่าได้ของมาไม่เต็มพื้นที่ เหมือนกับโดนหลอกขาย อะไรประมาณนั้น - -!
ใจเย็นๆ แล้วลองหันมาทางนี้ครับ เรามาเรียนพื้นฐานคอมพิวเตอร์ใหม่ครับ หลายคนทราบอยู่แล้วว่า 1GB = 1024 MB / 1MB = 1024 kB / 1kB = 1024 bytes เพราะฉะนั้น 1GB จึงเท่ากับ 1024 กำลัง 3 หรือ 1,073,741,824 Bytes นั้นเอง นี่คือการคำนวณง่ายๆของคอมพิวเตอร์ เพราะคอมพิวเตอร์จะมีการคำนาณเป็นแบบเลขฐานสองนั่นเอง โดยปกติถ้าเป็นพวก CD/DVD นั้นผู้ผลิตจะใช้เลขแบบฐานสิบทั่วไปในการผลิต นั่นหมายความว่า 1kB = 1000bytes / 1MB = 1000 kB / 1GB = 1000MB ฉะนั้นฮาร์ดดิสก์ 500GB ที่ซื้อมาในจิตใต้สำนึกของผู้ใช้ก็คือ 500,000,000,000 Bytes แต่ถ้าท่านลองคลิกขวาที่ ไดส์ C: ใน My computer แล้วเลือก Properties นั้น Windows จะอ่านพื้นที่เป็นเลขฐานสอง จึงอ่านว่าฮาร์ดดิสก์ 500GB มีค่าเท่ากับ 500,000,000,000 หารด้วย 1,073,741,824 ก็จะได้ประมาณ 465GB นั้นเอง
หรือใครที่เคยลง Windows จะเคยแบ่ง Partition ด้วยตัวเองแน่นอน จะสังเกตว่าตอนที่เราเลือกว่าไดส์ใหนขนาดเท่าไหร่ พอลงเสร็จกลับเห็นว่าพื้นที่ๆได้เลือกใว้มีน้อยกว่าตอนแรกนั้นเอง



4.การ Format ฮาร์ดดิสก์บ่อยๆ จะทำให้ฮาร์ดิสก์พังเร็วขึ้น

          อันนี้ก็เหมือนกันครับแบบว่าถ้า Format บ่อยๆจะเป็นการเพิ่มภาระให้กับฮาร์ดดิสก์ทำงานหนักยิ่งขึ้น เป็นความเชื่อที่อมตะจริงๆถามใครก็ว่าพังแน่ๆ แต่ที่จริงแล้วไม่เกี่ยวกันเลยครับ ถึงแม้คุณจะเป็นคนที่ชอบโชว์ แบบว่าเครื่องแรง Format วันต่อวัน ยังไงก็ไม่ทำให้ฮาร์ดดิสก์พังแน่นอน เพราะการ Format เข็มหัวอ่านของฮาร์ดดิสก์จะไม่สัมผัสกับจานแม่เหล็กเลยแม้แต่น้อย

5.เมื่อฮาร์ดดิสก์เกิด Bad Sector ไม่ควรฟอร์แมตเพราะจะทำให้ Bad Sector ขยายตัวมากขึ้น

          คิดกันได้อย่างไรครับที่ว่าการ ฟอร์แมตจะทำให้เกิด Bad Sector ขยายมากขึ้น (พูดอย่างกับกลากเกลื้อน) แต่การฟอร์แมตก็สามารถเพิ่มจำนวนของ Bad Sector ได้เพราะขั้นตอนในการ ฟอร์แมตจะมีการตรวจสอบพื้นที่การใช้งานและถ้าหากมีพื้นที่เสียหายหรือเป็น Bad Sector แต่ไม่เคยตรวจพบก็สามารถเพิ่มจำนวนของ Bad Sector ได้เหมือนกัน
เคยมีคนคิดว่าการที่ไฟฟ้าดับขณะใช้เครื่องจะทำให้เกิด Bad Sector เป็นความคิดที่ใช้ไม่ได้แล้วเพราะ ฮาร์ดดิสก์รุ่นใหม่นั้นเข็มหัวอ่านนั้นสามารถหยุดพักทำงานได้ในขณะที่มีการ ตัดสัญญาณ อันที่จิงการเกิด Bad Sector สามารถเกิดได้จากการระบุตำแหน่ง Software ผิดจุด แต่สามารถแก้ได้ด้วนการฟอร์แมต หรือใช้โปรแกรมเฉพาะทางแก้ได้
และการเกิด Bad Sector ในระกับ Hardware นั้นส่วนมากเกิดจากการสั่นสะเทือนหรือการกระแทกนั้นเอง


6.ซีพียูแรงๆ สามารถทำให้เล่นเน็ตเร็วขึ้นได้

        คิดกันไปได้อย่างไรเนี่ยที่ว่ายิ่ง CPU แรงก็จะทำให้เน็ตแรง อันที่จิงไม่เกี่ยวกันเลยครับแม้แต่น้อย เพราะความเร็วของเน็ตที่เราใช้นั้นจะช้า หรือ เร็วนั้นอยู่ที่แพ็คเกจที่คุณได้เลือกใช้นั้นเองไม่ได้เกี่ยวกับความเร็วของ CPU อย่างที่คิดเลย ลองคิดเล่นๆดูครับ ถ้า CPU 2.8GHz ปกติใช้เน็ต 3 Mbps แต่พออัพ CPU เป็น 3.3GHz ความเร็วกลับเพิ่มเป็น 4Mbps แค่คิดก็ตลกแล้วล่ะครับ
* ในการคิดความเร็วของของ Internet ที่ใช้คิดได้จาก 1bytes จะมีค่า 8bits หากคุณใช้เน็ตตวามเร็ว 2Mbps ความเร็วจริงที่ใช้ก็คือ 2000 หารด้วย 8 จะเท่ากับ 250KB/sec แต่การใช้จิงอาจจะไม่ถึงอย่าซีเรียสล่ะครับพราะอาจเกิดจากการสูญเสียสัญญาณ ระหว่าการรับส่งข้อมูลก็ได้

เครติด : หนังสือ computer today เล่มที่340 ปักษ์หลัง ส.ค. 2551 หน้า 51-56

เข้าชม : 8791


ข่าวทั่วไป 5 อันดับล่าสุด

      QR-CODE คืออะไร 10 / ก.ย. / 2554
      Web Services คืออะไร 19 / ก.พ. / 2554
      เตรียมให้พร้อมกับ ISBN 13 หลัก 22 / พ.ค. / 2553
      Spam Mail ภัยบนอินเทอร์เน็ตที่ใกล้ตัว 5 / ม.ค. / 2553
      แนวทางแก้ปัญหาอาการ Error ของ svchost.exe 22 / ธ.ค. / 2552