ข่าวทั่วไป
อะไรคือ .NET Technology

จันทร์ ที่ 22 เดือน มิถุนายน พ.ศ.2552


What is .NET Technology

      .NET Technology และ .NET Framework คือ รูปแบบการพัฒนาโปรแกรมแบบใหม่ ที่ไมโครซอพท์ได้พัฒนาออกมาแล้วระยะหนึ่ง โดยมีจุดประสงค์สำคัญคือสามารถใช้งานในสภาวะของฮาร์ดแวร์หรือระบบปฏิบัติการที่แตกต่างกันได้อย่างไม่มีปัญหา (เช่น เครื่องพีซีกับเครื่องแมคหรือระบบปฏิบัติการวินโดว์กับลีนุกซ์) และสามารถพัฒนาโปรแกรมใหม่ๆ ได้ด้วยภาษาอะไรก็ได้ให้สามารถทำงานร่วมกันได้ (เช่น ภาษา C กับ Java เป็นต้น) รวมถึงเป็นเครื่องมือในการพัฒนาโปรแกรมให้สามารถเชื่อมต่อกับโปรแกรมต่างๆ ของไมโครซอพท์ได้โดยง่าย ซึ่งก็รวมไปถึงการทำงานภายในของระบบปฏิบัติการวินโดว์เองด้วย ผู้พัฒนาจึงสามารถพัฒนาโปรแกรมใหม่ๆ ได้โดยง่าย และรวดเร็ว ไม่ติดข้อจำกัดต่างๆ อย่างเช่นการพัฒนาโปรแกรมในสมัยก่อนอีกต่อไป

.NET Framework Version

      ปัจจุบัน .NET Framework ได้พัฒนามาจนถึงเวอร์ชัน 3.5 (ออกมาเมื่อ พ.ย.2007 รองรับการทำงานแบบ 64 บิตและระบบปฏิบัติการวินโดว์วิสต้า) โดยเวอร์ชันที่พบได้ทั่วไปคือเวอร์ชัน 1.1 และเวอร์ชัน 2 เวอร์ชัน 1.1 เป็นเวอร์ชันที่นิยมใช้ในช่วงแรกที่เปิดตัวเทคโนโลยี .NET แต่ก็ยังคงมีข้อจำกัดในแง่ของการพัฒนาและความสามารถอยู่หลายประการ ปัจจุบัน .NET Framework 2.0 และ .NET Framework 3.0 เป็นเวอร์ชันที่นิยมใช้ที่สุดในขณะนี้ ซึ่งสามารถสนับสนุนการทำงานบนระบบปฏิบัติการสมัยใหม่ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ โดยที่ออกแบบให้ผู้พัฒนาสามารถดึงความสามารถของระบบปฏิบัติการมาใช้ได้โดยง่าย รวมถึงสามารถเชื่อมต่อการทำงานระหว่างโปรแกรมที่พัฒนาโดยผู้พัฒนาต่างรายกันได้โดยง่าย สำหรับ .NET Framework 3.5 ซึ่งแม้ว่าจะพึ่งเปิดตัวได้ไม่นาน แต่ด้วยความสามารถที่ถูกพัฒนาขึ้นอย่างมากในเวอร์ชันนี้ แนวโน้มวิธีการพัฒนาของโปรแกรมสมัยใหม่จึงเริ่มเปลี่ยนไปพัฒนาบนเทคโนโลยีนี้ ซึ่งคาดว่าจะได้รับความแพร่หลายจนแทนที่ .NET Framework เวอร์ชันก่อนได้ทั้งหมดในเวลาไม่นานนัก

ผลกระทบเมื่อเลือกใช้งาน .NET Framework Technology

ผลกระทบที่เกิดขึ้นที่ควรทราบประกอบด้วย

.NET Framework ไม่ใช่เป็น Component ที่ติดตั้งให้ทันทีเมื่อลงระบบปฏิบัติการวินโดว์ XP หรือวินโดว์ 2000 แต่เป็น Component หนึ่งที่สามารถติดตั้งเพิ่มจากแผ่นติดตั้งหรือ Download เพื่อติดตั้งเองได้ ทั้งนี้การติดตั้งนี้ไม่มีค่าใช้จ่ายเรื่องลิขสิทธิ์หรือมีผลกระทบต่อโปรแกรมที่ได้ติดตั้งอยู่แต่เดิมแต่อย่างไร
โปรแกรมที่พัฒนา .NET Application จะพัฒนาโปรแกรมที่จะได้ภาษากลางที่เรียกว่า Intermediate Language (IL) ที่จะต้องส่งให้ .NET Platform เป็นตัวกลางในการแปลภาษาที่ได้พัฒนาเป็นภาษาเครื่อง (Machine code)อีกทีหนึ่ง ซึ่งแตกต่างจากโปรแกรมที่ไม่ได้พัฒนาด้วย .NET Technology ที่จะพัฒนาแล้วได้ภาษาเครื่องออกมาทันที ซึ่งมีการประมาณว่า ประสิทธิภาพของโปรแกรมที่ทำงานบน .Net Framework นั้น จะได้ประมาณ 80% ของโปรแกรมที่ไม่ได้พัฒนาด้วย .NET Technology (เช่น delphi หรือ Visual Basic 6.0) ทั้งนี้ความแตกต่างจะเห็นได้ชัดขนาดไหนนั้น จะขึ้นกับทรัพยากรของเครื่องด้วย
โปรแกรมที่พัฒนา .NET Application จะถูกควบคุมให้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ควบคุมไว้บน .NET Framework ซึ่งเป็นข้อดีในแง่ของความน่าเชื่อถือของระบบ และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นว่าจะไม่กระทบต่อการทำงานส่วนอื่นๆ
โปรแกรมที่พัฒนาด้วย .NET Technology นั้น โดยส่วนใหญ่แล้วจะไม่สามารถเชื่อมต่อโดยตรงให้เข้ากับโปรแกรมที่ไม่ได้พัฒนาด้วย .NET Technology ได้ การใช้งานร่วมกันระหว่างโปรแกรมจึงเกิดขึ้นเฉพาะระหว่างโปรแกรมที่พัฒนาด้วย .NET Technology อย่างไรก็ดี ทางไมโครซอพท์ได้ออกแบบให้มีทางออกในการเชื่อมต่อกับโปรแกรมอื่นๆ ได้โดยง่ายผ่านเทคโนโลยี Web Service ซึ่งทำให้รูปแบบการทำงานระหว่างโปรแกรมอยู่ในรูปแบบที่เป็นมาตรฐานและเปิดกว้างมากขึ้น

ประโยชน์ที่ได้เมื่อเลือกใช้โปรแกรมที่พัฒนาบน .NET Technology

หน้าต่างการแสดงผลและการตอบโต้ที่มีประสิทธิภาพ สวยงาม และเข้าใจได้ง่าย
รูปแบบการทำงานที่เป็นมาตรฐาน สามารถเชื่อมต่อหรือถูกเชื่อมต่อกับโปรแกรมอื่นๆ ได้ง่าย ซึ่งรวมไปถึงระบบปฏิบัติการและโปรแกรมของไมโครซอพท์ด้วย
สามารถเพิ่มเติมความสามารถใหม่ๆ ได้ง่ายและรวดเร็ว
รูปแบบการส่งข้อมูล และการทำงานที่เป็นมาตรฐาน สามารถรองรับการทำงานหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ ได้ทันที ไม่เกิดผลกระทบต่อการทำงานของโปรแกรมอื่นๆ



เข้าชม : 6530


ข่าวทั่วไป 5 อันดับล่าสุด

      QR-CODE คืออะไร 10 / ก.ย. / 2554
      Web Services คืออะไร 19 / ก.พ. / 2554
      เตรียมให้พร้อมกับ ISBN 13 หลัก 22 / พ.ค. / 2553
      Spam Mail ภัยบนอินเทอร์เน็ตที่ใกล้ตัว 5 / ม.ค. / 2553
      แนวทางแก้ปัญหาอาการ Error ของ svchost.exe 22 / ธ.ค. / 2552